วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การใส่ Favicon บน Google Site

การใส่ Favicon บน Google Site

โพสต์9 ต.ค. 2558 11:59โดยโสภณัส แซ่ฝ้า   [ อัปเดต 9 ต.ค. 2558 11:59 ]
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เป็นบทความที่สอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยากมากนักเกี่ยวกับการใส่ Favicon บน Google Site ของเรา หรือ icon ที่หน้าแท็บชื่อเว็บของเรา บางคนอาจจะงง ว่า Favicon เนี้ยมันอยู่ยังไง ไปดูรูปกันเลยค่าบ

favicon google site
สิ่งที่จะต้องเตรียม

สิ่งที่จะต้องเตรียม
1.รูปภาพสำหรับทำเป็น icon ของเรา (ขนาดไม่ใหญ่เกินไป)
หากใหญ่เกินไปให้นำไปย่อในโปรแกรม Photoshop ก่อน ทำไมต้องย่อ? เพราะเนื่องจากรูปภาพที่เรานำมาใช้นั้นเราจะต้องเอาไปแปลงเป็นรูปภาพขนาด icon อีกครั้งหนึ่งสำหรับใส่บน Google Site ของเรา เพราะฉะนั้นรูปภาพไม่ต้องมีขนาดใหญ่ก็ได้ครับ ส่วนใครที่มีเวลาว่างก็สามารถนั่งออกแบบ icon ของตัวเองเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว โดยใช้โปรแกรม Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆ ตามสะดวกก็ได้ค่าบ
2.เข้าสู่ระบบ Google Site ของเราตั้งไว้เลย

มาเริ่มทำกันเล้ยย
1.ขั้นตอนแรกให้ทุกท่านเข้าสู่เว็บไซต์นี้กันก่อนเลยครับ >> www.favicon-generator.org

2.เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ด้านบนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเราจะทำการอัพโหลดรูปภาพที่เราเตรียมไว้ทำ favicon กันค่าบ โดยขั้นตอนนี้ให้เรามองหาปุ่ม "เลือกไฟล์" และทำการกดเลยครับ จากนั้นก็ไปเลือกรูปภาพที่เราต้องการจะนำมาทำ favicon เมื่อเลือกเสร็จแล้วก็กดปุ่ม Open ให้เรียบร้อยนะครับ จากนั้นก็กดปุ่ม Create Favicon อีกครั้งนึง แล้วก็รอให้เว็บไซต์ทำการแปลงรูปภาพอันน่ารักของเราเป็น favicon ครับ

เลือกไฟล์เพื่อทำ favicon
3.เมื่อเว็บไซต์แปลงรูปภาพของเราเป็น icon เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เรามองหาคำว่า "Download the generated favicon" หากใครมองหาไม่เจอ ดูรูปด้านล่างได้เลยครับ มองอย่างเดียวไม่พอ อย่าลืมกดด้วยล่ะ ^-^

ดาวน์โหลด favicon
4.หลักจากกดแล้วเว็บไซต์จะส่งไฟล์ลงมาที่เครื่องเราไฟล์หนึ่งครับ เป็นไฟล์นามสกุล .rar รอจนดาวน์โหลดให้เสร็จสิ้นคร๊าบบ

5.เมื่อโหลดเสร็จแล้วให้เราไปยังโฟลเดอร์ดาวน์โหลดไฟล์ของเราเลย มองหาไฟล์ที่เราพึ่งดาวน์โหลดมาเมื่อซักครู่ (อาจจะหายากหน่อยนะครับ เพราะชื่อไฟล์มันเป็นภาษาอังกฤษ ผสมกับตัวเลย และไม่มีความหมายด้วย ป๊าาดด)

6.ทำการแตกไฟล์ด้วยโปรแกรม winrar หรือ โปรแกรมที่ท่านมีในเครื่องและสามารถแตกไฟล์ได้ สำหรับขึ้นตอนการแตกไฟล์ก็ไม่ยุ่งยากครับ ให้เราไปคลิกที่ไฟล์ที่เราพึ่งดาวน์โหลดมา คลิกธรรมดานะครับ ไม่ดับเบิ้ลคลิก จากนั้นคลิกขวาเลือก "Extract files.." จากนั้นกด "OK" อีกครั้งหนึ่งค่าบ สำหรับใครที่ไม่มีโปรแกรม winrar ดาวน์โหลดได้ที่นี่ค่าบ คลิก

แตกไฟล์ favicon

7.เมื่อแตกไฟล์เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราก็จะได้โฟลเดอร์ที่มีชื่อเหมือนกับไฟล์นามสกุล .zip ที่เราพึ่งจัดการแตกไฟล์มาครับให้เราเข้าไปในโฟลเดอร์นั้นเลย หลังจากเข้ามาในโฟลเดอร์นั้นแล้วให้เรามองหาไฟล์ที่มีชื่อว่า "favicon" ให้มองทำไมนะเหรอ มองเพื่อให้ทุกท่านจำไว้ครับ เพราะอีกสักครู่ไฟล์ที่ชื่อ "favicon" ตัวนี้แหละจะไปเป็น icon หรือ favicon เว็บไซต์ของเรา

8.กลับมาที่ Google Site ของเรา มองในส่วนของด้านบน ขวามือครับ ให้เราเลือกปุ่มที่เป็นรูปเฟืองจากนั้นกดเลยครับ และเลือกในส่วนของ "จัดการไซต์" ครับ
9.เมื่อเข้ามาในส่วนของ "จัดการไซต์" เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้เรามองหาคำว่า "ไฟล์แนบ" หรือถ้าของใครเป็นภาษาปะกิด เอ้ยย อังกฤษ ก็เลือกที่คำว่า "Attachments" ค่าบ ซึ่งจะอยู่ส่วนซ้ายมือของเว็บครับ

10.เมื่อเข้ามายังในส่วนของ "ไฟล์แนบ" แล้วให้เรากดปุ่ม อัพโหลด หรือ ภาษาอังกฤษก็ปุ่ม "Upload" นั่นแหละค่าบจากนั้นไปเลือกไฟล์ที่ชื่อ "favicon" ทีผมได้ให้ทุกท่านจำชื่อไว้ตั้งแต่ตอนต้นนั้นแหละค่าบ เมื่ออัพโหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ลองกดปุ่ม ctrl+f5 ดูครับ (กดปุ่ม ctrl ค้างไว้ อย่าพึ่งปล่อย แล้วกดปุ่ม f5 ตามครับ) เมื่อกดแล้วให้ลองสังเกตที่แทบชื่อเว็บของเราดูค่าบ เราก็จะได้ favicon สมใจอยากแล้วละ เฮืออกก

ใครที่ทำไม่ได้
1.หากเราเลือกรูปเพื่อแปลงเป็น favicon ไม่ได้อาจจะเพราะไฟล์มีขนาดใหญ่เกินไป กลับไปลดขนาดของไฟล์ลงก่อนนะค่าบ
2.หากใครทำตามทุกอย่างจนเสร็จแล้ว favicon ไม่ขึ้น อาจจะเป็นปัญหาที่ browser ของท่านไม่รองรับ หรือมีปัญหา ลองเปลี่ยน browser มาใช้เป็นของ google chome ดูครับ แล้วท่านจะใช้บริการเว็บไซต์ในเครือของ Google ได้สะดวกขึ้น
ข้อมูลจาก
https://sites.google.com/site/maxjackmin/khlang-bthkhwam/favicon-googlesite

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประวัติคอมพิวเตอร์

ประวัติคอมพิวเตอร์
ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ( Abacus)
พ.ศ. 2158  นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier’s Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน
พ.ศ.2173  วิลเลียม ออตเทรต( William Oughtred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule) ซึ่ง ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก
พ.ศ.2185  เบลส์ ปาสคาล ( Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลัการหมุนของฟันเฟือง และการทดเลขเมื่อฟันเฟืองหมุน ไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 ออกที่หน้าปัด Pascal’s Calculato
พ.ศ.2214 กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm Leibniz ) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลขปาสคาล ให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม และเขายังค้นพบเลขฐานสอง (Binary number)
 พ.ศ.2288  โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศสได้คิด เครื่องทอผ้า โดยใช้คำสั่งจากบัตรเจาะรูควบคุมการทดผ้าให้มีสีและลวดลายต่าง ๆ
พ.ศ.2365  ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine) เพื่อใช้คำนวณและพิมพ์ ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ แบบเบจได้พยายามสร้าง เครื่องคำนวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมีแนวคิดให้แบ่งการทำงานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคำนวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนำมาใช้เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงยกย่องแบบเบจ ว่าเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace ) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของแบบเบจ ได้เขียนวิธีการใช้เครื่องคำนวณของแบบเบจเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ต่อมา เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก
พ.ศ.2393  ยอร์จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดระบบ พีชคณิตระบบใหม่เรียกว่า Boolean Algebra โดยใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้สภาวะเพียงสองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่องหมายในทางตรรกะพื้นฐาน ได้แก่ NOT AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิด , ปิด จึงนับเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน (Digital Computer)
พ.ศ.2480-2481  ดร.จอห์น วินเซนต์ อตานาซอฟ ( Dr.Jobn Vincent Atansoff) และ คลิฟฟอร์ด แบรี่ ( Clifford Berry) ได้ประดิษฐ์เครื่อง ABC ( Atanasoff-Berry) ขึ้น โดยได้นำหลอดสุญญากาศมาใช้งาน ABC ถือเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกที่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ.2487  ศาสตราจารย์โอเวิร์ด ไอด์เคน (Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ร่วมกับวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่อง MARK I เป็นผลสำเร็จ แ ต่อย่างไรก็ตามเครื่อง MARK I นี้ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงแต่เป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น
พ.ศ.2485-2495  มหาวิทยาลัยเพนซิลเลเนียได้สร้างเครื่อง ENIAC (Electronic Numerical Integrator And Calculator) นับได้ว่าเป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หลอดสูญญากาศ และควบคุมการทำงานโดยวิธีเจาะชุดคำสั่งลงในบัตรเจาะรู
พ.ศ.2492  ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ ( Dr.John Von Neumann ) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บคำสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็นคอมพิวเตอร์เครี่องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ในเครื่องได้
พ.ศ.2496-2497 บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้หลอดสุญญากาศเป็นวัสดุสร้าง ต่อมาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสารกึ่งตัวนำขึ้นที่ห้องปฏิบัติการของบริษัท Bell Telephone ได้เกิดทรานซิสเตอร์ตัวแรกขึ้น ต่อมาทรานซิสเตอร์ได้ถูกนำไปแทนหลอดสูญญากาศ จึงทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลงและเกิดความร้อนน้อยลง (เครื่องที่ใช้ทรานซิสเตอร์ได้แก่ IBM 1401และ IBM 1620 )
พ.ศ.2508  วงจรคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม ( Integrated Circuit: IC) เกิดขึ้น ซึ่งไอบีเอ็มนี้ได้ถูกนำไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ซึ่งผลก็คือทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง
พ.ศ.2514  บริษัท Intel ได้ใช้เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated Circuit :LSI ) ทำการรวมเอาวงจรที่ใช้เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของคอมพิวเตอร์มาบรรจุอยู่ในแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึ่ง ไอซีนี้เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ ( Microprocessor)
 พ.ศ.2506  ประเทศไทยเริ่มมีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นครั้งแรก โดยที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้ติดตั้งที่ ภาควิชาสถิติ คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คือ IBM 1620 ซึ่งได้รับมอบจากมูลนิธิเอไอดี และบริษัทไอบีเอ็ม แห่ง ประเทศไทยจำกัด ปัจจุบันหมดอายุการใช้งานไปแล้ว จึงได้มอบให้แก่ศูนย์บริภัณฑ์การศึกษาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ
พ.ศ.2507  เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองของประเทศไทยติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนมีนาคม 2507

ก่อกำเนิด ไมโครโปรเซสเซอร์
เมื่อก่อนนั้น Intel เป็นบริษัทผลิตชิปไอซีแห่งหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนักเท่าในปัจจุบันนี้ เมื่อปี พ.ศ.2512 ได้สร้างความสะเทือน ให้กับวงการอิเล็คทรอนิคส์ โดยการออกชิปหน่วยความจำ(Memory)ขนาด 1 Kbyte มาเป็นรายแรก
บริษัทบิสซิคอมพ์(Busicomp) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขของญี่ปุ่นได้ทำการว่าจ้างให้ Intel ทำการผลิตชิปไอซี ที่บิสซิคอมพ์เป็นคนออกแบบเองที่มีจำนวน 12 ตัว โครงการนี้ถูกมอบหมายให้นาย M.E. Hoff, Jr. ซึ่งเข้าตัดสินใจที่จะใช้วิธีการออกแบบชิปแบบใหม่ โดยสร้างชิปที่ให้ถูกโปรแกรมได้ หมายถึงว่าสามารถนำเอาชุดคำสั่งของการคำนวณไปเก็บไว้ใน หน่วยความจำก่อนแล้วให้ไอซีตัวนี้อ่านเข้ามาแปล ความหมาย และทำงานภายหลัง
ในปี 2514 Intel ได้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Intel 4004 ในราคา 200 เหรียญสหรัฐ และเรียกชิปนี้ว่าเป็น ไมโครโปรเซสเซอร์(Micro Processor) ก็เพราะว่า 4004 นี้เป็น CPU (Central Processing Unit) ตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนาด 4.2 X 3.2 มิลลิเมตร ภายในประกอบด้วย ทรานซิสเตอร์ จำนวน 2250 ตัว และเป็น ไมโครโปรเซสเซอร์ขนาด 4 บิต
หลังจาก 1 ปีต่อมา Intel ได้ออก ไมโครโปรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิตออกมาโดยใช้ชื่อว่า 8008 มีชุดคำสั่ง 48 คำสั่ง และอ้างหน่วยความจำได้ 16 Kbyte ซึ่งทาง Intel หวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นตลาดทางด้านชิปหน่วยความจำได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อปี 2516 ทาง Intel ได้ออก ไมโครโปรเซสเซอร์ 8080 ที่มีชุดคำสั่งพื้นฐาน 74 คำสั่งและสามารถอ้างหน่วยความจำได้ 64 Kbyte
ไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกของโลก
เมื่อปี 2518 มีนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่ง ชื่อว่า Popular Electronics ฉบับเดือน มกราคม ได้ลงบทความ เกี่ยวกับเครื่อง ไมโครโปรเซสเซอร์ เครื่องแรกของโลกที่มีชื่อว่า อัลแตร์ 8800 (Altair) ซึ่งทำออกมาเป็นชุดคิท โดยบริษัท MITS (Micro Insumentation And Telemetry Systems) ลักษณะของชุดคิท ก็คือ จะอยู่ในรูปของอุปกรณ์แต่ละชิ้นโดยให้ คุณนำไปประกอบขึ้นใช้เอง
บริษัท MITS ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2512 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำตลาดในด้านเครื่องคิดเลข แต่การค้าชลอตัวลง ประธานบริษัท ชื่อ H. Edword Roberts เห็นการไกล คิดเปิดตลาดใหม่ซึ่งจะขายชุดคิด คอมพิวเตอร์ ประมาณเอาไว้ว่าอาจขาย ได้ในจำนวนปีล่ะประมาณ 200-300 ชุด จึงให้ทิมงานออกแบบบและพัฒนาแล้วเสร็จก่อนถึงคริสต์มาส ในปี 2517 แต่เพิ่งมา ประกาศตัวในปีถัดไป สำหรับ CPU ที่ใช้คือ 8080 และคำว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ จึงถูกเรียกใช้เป็นครั้งแรกเพื่อชุดคิทคอมพิวเตอร์ชุดนี้
ชุดคิทของ อัลแตร์ นี้ประกอบด้วย ไมโครโปรเซสเซอร์ 8080 ของบริษัท Intel มี เพาเวอร์ซัพพลาย มีแผงหน้าปัดที่ติดหลอดไฟ เป็นแถวมาให้เพื่อแสดงผล รวมถึงหน่วยความจำ 256 Byte ( แหม.. เหมือนของเล่นเราในสมัยนี้ จังงง ) นอกนั้น ยังมี สล๊อต (Slot) ให้เสียบอุปกร์อื่น ๆ เพิ่มได้ แต่ก็ทำให้ MITS ต้องผิดคาด คือ ภายใน เดือนเดียว มีจดหมายส่งเข้ามาขอสั่งซื้อเป็นจำนวนถึง 4,000 ชุดเลยทีเดียว
ด้วยชิป 8080 นี่เองได้เป็นแรงดลใจให้บริษัท ดิจิตอลรีเสิร์ช (Digital Research) กำเนิดระบบปฏิบัติการ(Operating System) ที่ชื่อว่า ซีพีเอ็ม(CP/M หรือ Control Program For Microcomputer) ขึ้นมา ในขณะที่ Microsoft ยังเพิ่งออก Microsoft Basic รุ่นแรกเท่านั้นเอง
ถึงยุค Z80
เมื่อเดือน พฤศจิกายนปี 2517 ได้มี วิศวกรของ Intel บางคนได้ออกมาตั้งบริษัทผลิตชิปเอง โดยมีชื่อว่า ไซล๊อก (Zilog) เนื่องจาก วิศวกรเหล่านี้ ได้มีส่วนร่ามในการผลิตชิป 8080 ด้วยจึงได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิดนี้มาสร้างตัวใหม่ที่ดีกว่า มีชื่อว่า Z80 ยังคงเป็น ชิปขนาด 8 บิต เมื่อได้ออกสู่ตลาดได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้ปรับปรุงข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน 8080 จึงทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ หลายต่อหลายยี่ห้อ หันมาใช้ชิป Z80 กัน แม้แต่ซีพีเอ็ม ก็ยังถูกปรับปรุงให้มาใช้กับ Z80 นี้ด้วย *** แม้ในปัจุบันนี้ Z80 ยังคงถูกใช้งาน และนำไปใช้ ในการเรียนการสอน ไมโครโปรเซสเซอร์ ด้วย เช่น ชุดคิดหรือ Single Board Microcomputer ของ ETT, Sila เป็นต้น และ IC ตัวนี้ยังผลิตขาย อยู่ในปัจจุบัน ในราคา ไม่เกิน 100 บาท
Computer เครื่องแรกของ IBM
ในปี 2518 ไอบีเอ็ม ได้ออกเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกออกมา แต่ทางไอบีเอ็มได้เรียกเครื่องนี้ว่าเป็น เทอร์มินัลแบบชาญฉลาด ที่สามารถโปรแกรมได้ (Intelligent Programmable Terminal) และตั้งชื่อรุ่นว่า Model 5100 มีหน่วยความจำ 16 Kbyte แล้วยังมีตัวแปลภาษาเบสิก แบบอินเตอร์พรีทเตอร์ (Interpreter) ด้วย และมี ไดรฟ์สำหรับใส่คาร์ทิดจ์เทปในตัว แต่ก็ยังขายไม่ดีเอามาก ๆ เลย เพราะว่าตั้งราคาไว้สูงมากถึง 9,000 เหรียญสหัฐ
ในปลายปี 2523 บริษัทไอบีเอ็มได้เกิดแผนกเล็ก ๆ ขึ้นมาแผนกหนึ่งเรียกว่า Entry Systems Division ภายใต้ทีมของคนชื่อว่า ดอน เอสทริดจ์ (Don Estridge) และนักออกแบบอีก 12 คน โดยได้รับมอบหมายให้พัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไอบีเอ็มโมเด็ล 5100 นั้นเอง โดยนำเอาจุดเด่นของเครื่อง ที่ขายดีมารวมไว้ในการออกแบบเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม และผลิตจำหน่ายได้ภายในปีเดียวภายใต้ชื่อว่า ไอบีเอ็มพีซี (IBM PC) ซึ่งถูกเปิดตัวในเดือน สิหาคม ปี 1981 และยอดขายของเครื่องพีซีก็ได้พุ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทอื่น ๆ จับตามอง

กำเนิด แอปเปิ้ล

ในปี 2519 หลังจาก Stephen Wozniak และ Steve Jobs ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer) และได้นำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขายโดยใช้ชื่อว่า Apple I ในราคา 695 เหรียญ บริษัทแอปเปิลได้ผลิตเครื่อง Apple I ออกมาไม่มากนัก ภายในปีเดียวได้ผลิต Apple II ออกมาและรุ่นนี้เป็นรุ่นเปิดศักราชแห่งวงการไมโครคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้างมาตรฐาน ที่ไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เกิดมาตามหลังทั้งหมด